Your Cart
Loading

กรณีมาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่งงานแล้ว แต่แฟนไม่ปรับสถานะให้ มีโอกาสขอกรีนการ์ดยังไงได้บ้างค่ะ

กรณีมาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่งงานแล้วแต่แฟนไม่ปรับสถานะให้


โดยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026 ทาง USCIS ได้ออกประกาศนโยบายใหม่ค่อนข้างเข้มงวด (Policy Memorandum PM-602-0199) ระบุว่าผู้ที่ถือวีซ่าชั่วคราว (เช่น วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน หรือวีซ่าทำงานชั่วคราว) ที่ต้องการปรับสถานะเป็นกรีนการ์ด (Adjustment of Status) ภายในสหรัฐฯ จะต้องกลับไปทำเรื่องขอวีซ่าถาวรจากประเทศบ้านเกิดของตนเองผ่านสถานทูต (Consular Processing) เว้นแต่จะมีเหตุผลจำเป็นพิเศษขั้นร้ายแรง (Extraordinary Circumstances) เท่านั้น (แหล่งที่มา USCIS )

กฎเกณฑ์ล่าสุดนี้มีข้อเท็จจริงและข้อยกเว้นที่คุณต้องแยกแยะให้ชัดเจนดังนี้ค่ะ


ผลกระทบสำหรับวีซ่าท่องเที่ยว (B-1/B-2)

สำหรับผู้ที่เข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแล้วจดทะเบียนสมรส นโยบายใหม่ปี 2026 นี้ส่งผลกระทบโดยตรงอย่างมาก:

  • ความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้น: ทางกฎหมายสหรัฐฯ ถือว่าวีซ่าท่องเที่ยวมีไว้เพื่อการมาเยือนชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่บันไดขั้นแรกในการขอกรีนการ์ด เจ้าหน้าที่ USCIS จึงได้รับคำสั่งให้ใช้ดุลยพินิจตรวจสอบอย่างละเอียดและมองว่าการขอกรีนการ์ดในประเทศเป็นเรื่องกรณีพิเศษ
  • ความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธ: หากโปรไฟล์หรือหลักฐานไม่แน่นพอ หรือเจ้าหน้าที่มองว่าไม่มี "เหตุผลจำเป็นพิเศษ" เจ้าหน้าที่สามารถปฏิเสธคำร้อง I-485 และสั่งให้คุณกลับไปรอสัมภาษณ์วีซ่าสมรสที่ประเทศไทยแทนได้ครับ
  • สัมภาษณ์เข้มข้น 100%: ปัจจุบันในกลุ่มเคสแต่งงานขอกรีนการ์ดไม่มีการยกเว้นการสัมภาษณ์อีกต่อไป ทุกคู่ต้องเข้ารับการสัมภาษณ์แบบเจอตัวจริงและแยกห้องสัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์อย่างละเอียด


  • ข้อยกเว้น "เหตุจำเป็นพิเศษ" (Extraordinary Circumstances) ที่ไม่ต้องกลับไทย***

หากเข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแล้วแฟนไม่ยอมปรับสถานะให้ หรือมีปัญหาในความสัมพันธ์ แต่คุณเข้าเกณฑ์เยียวยาเหล่านี้ รัฐบาลจะถือเป็นกรณีพิเศษที่ไม่ต้องเดินทางกลับประเทศ

  • เคสที่เข้าข่ายกฎหมาย VAWA: หากคุณแต่งงานแล้วและถูกคู่สมรสชาวอเมริกันทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ หรือทารุณกรรมจิตใจ/การเงิน การยื่นคำร้องด้วยตนเองผ่านฟอร์ม I-360 (VAWA) ถือเป็นข้อยกเว้นพิเศษขั้นสูงสุด คุณสามารถดำเนินเรื่องต่อในอเมริกาและรับสิทธิ์คุ้มครองโดยไม่ต้องกลับไทยและไม่ต้องพึ่งพาแฟนค่ะ
  • เหตุผลด้านมนุษยธรรมขั้นร้ายแรง: เช่น ปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่จำเป็นต้องรับการรักษาในสหรัฐฯ ทันที หรือภัยอันตรายหากต้องเดินทางกลับประเทศ



ประเด็นสำคัญคือ "ทำไมเขาไม่ยื่นให้"

ถ้าเขาเพียงแค่

  • เปลี่ยนใจ
  • เลิกกัน
  • ไม่อยากยื่น
  • ไม่อยากรับผิดชอบ

โดยไม่มีพฤติกรรมเข้าข่าย "battery or extreme cruelty" ก็ โดยทั่วไปจะไม่เข้าเกณฑ์ VAWA เพราะ VAWA ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคนที่คู่สมรสไม่ยื่นเอกสาร แต่มีไว้เพื่อคุ้มครองผู้ที่ถูกทำร้ายหรือถูกควบคุมด้วยความรุนแรงหรือความโหดร้ายทางจิตใจด้วย


อย่างไรก็ตาม ถ้า "การไม่ยื่น" เป็นส่วนหนึ่งของการควบคุม เช่น

  • "ถ้าไม่ทำตามที่ฉันบอก ฉันจะไม่ยื่นกรีนการ์ดให้"
  • ขู่ให้กลัวว่าจะถูกส่งกลับประเทศ
  • ใช้สถานะคนเข้าเมืองเป็นเครื่องมือควบคุม
  • ควบคุมเงิน กักขัง แยกจากครอบครัว หรือมีรูปแบบการควบคุมต่อเนื่อง


พฤติกรรมเหล่านี้ อาจเข้าข่าย "extreme cruelty" แม้ไม่มีการทำร้ายร่างกายก็ได้ และ USCIS พิจารณาจากพฤติกรรมโดยรวมและหลักฐานทั้งหมดของแต่ละคดี


สรุปสั้น ๆ ถ้าเหตุผล

  • ❌ ไม่ยื่นกรีนการ์ดให้อย่างเดียว = ไม่เพียงพอสำหรับ VAWA + ไม่มีเข้าเกณฑ์สิทธิทางกฎหมายอื่น = อาจจะต้องกลับประเทศ USCIS
  • ✅ ไม่ยื่นกรีนการ์ด + ใช้เรื่องสถานะคนเข้าเมืองมาควบคุม ข่มขู่ หรือทำร้ายจิตใจ = อาจเข้าเกณฑ์ VAWA ได้ หากมีหลักฐานสนับสนุน = สามารถอยู่ในประเทศต่อได้ หากเคสได้รับการอนุมัติ VAWA
  • หากไม่มีฐานคนเข้าเมืองอื่น ก็จะ ไม่มีสถานะที่ถูกต้อง และการอยู่ต่อจะเป็นการอยู่เกินกำหนด (overstay) ซึ่งมีความเสี่ยงทางกฎหมาย เช่น การถูกดำเนินการให้ออกจากประเทศในอนาคต และหากออกจากสหรัฐฯ หลังมี unlawful presence อาจถูกห้ามกลับเข้าประเทศเป็นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด USCIS


นี่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด เพราะคำว่า "ไม่ยื่นให้" กับ "ใช้การไม่ยื่นเป็นเครื่องมือในการทำร้ายหรือควบคุม" มีผลทางกฎหมายต่างกันมากค่ะ


กรณี Overstay ด้วย


กรณีที่ 1

❌ Overstay + มาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว + แต่งงานแล้ว + คู่สมรสไม่ยื่นปรับสถานะ + ไม่เข้าเกณฑ์ VAWA + ไม่มีสิทธิคนเข้าเมืองฐานอื่น

➡️ โดยทั่วไปจะไม่มีช่องทางขอกรีนการ์ดผ่านการสมรสในขณะนั้น

➡️ การอยู่ต่อจะเป็น Overstay / ไม่มีสถานะที่ถูกต้อง ซึ่งมีความเสี่ยงทางกฎหมาย เช่น การถูกดำเนินคดีตรวจคนเข้าเมืองหรือถูกให้ออกจากประเทศในอนาคต

➡️ หากต้องการกลับเข้าสู่กระบวนการปกติ มักต้องปรึกษาทนายก่อนตัดสินใจออกจากสหรัฐฯ เพราะการออกหลังมี unlawful presence อาจทำให้เกิด 3-year หรือ 10-year bar ในบางกรณี ไม่ใช่ว่าออกแล้วจะกลับมายื่นได้ทันทีเสมอไป

ดังนั้นจะ ไม่ใช้คำว่า "กลับประเทศดีกว่า" เพราะสำหรับบางคน การออกจากสหรัฐฯ อาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าการอยู่รอคำแนะนำทางกฎหมาย


กรณีที่ 2

✅ Overstay + มาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว + แต่งงานแล้ว + คู่สมรสยินดียื่นปรับสถานะ

➡️ ยังสามารถยื่น AOS ได้ เพราะนโยบายปี 2026 ไม่ได้ห้ามยื่น เพียงแต่ USCIS จะใช้ดุลพินิจเข้มงวดขึ้น

➡️ หาก USCIS ไม่อนุมัติ AOS ด้วยเหตุผลด้านดุลพินิจ อาจต้องใช้ Consular Processing (วีซ่าคู่สมรส CR-1/IR-1) ที่สถานทูตในต่างประเทศแทน


หมายเหตุ:

สิทธิทางกฎหมายอื่น หมายถึง ช่องทางคนเข้าเมืองอื่นที่อาจมีอยู่ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการแต่งงาน เช่น

การขอลี้ภัย (Asylum) หากเข้าเงื่อนไข

วีซ่าสำหรับผู้เสียหายจากอาชญากรรม เช่น U Visa

วีซ่าสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เช่น T Visa

การได้รับการคุ้มครองหรือสถานะอื่นตามกฎหมายคนเข้าเมืองในบางกรณี

หรือมีคำร้องคนเข้าเมืองประเภทอื่นที่ยื่นไว้ก่อนแล้ว

ดังนั้นผมจึงใช้คำว่า "หากไม่มีสิทธิทางกฎหมายอื่น" เพราะไม่สามารถสรุปได้จากข้อมูลสั้น ๆ ว่าบุคคลนั้นไม่มีสิทธิใดเลย


หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปจากแหล่งข้อมูลทางการ เช่น USCIS เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย (Not Legal Advice) หากต้องการคำแนะนำเฉพาะกรณี ควรปรึกษาทนายความด้านกฎหมายคนเข้าเมืองหรือผู้แทนที่ได้รับการรับรอง